สวัสดีค่ะ กลับมาแล้วค่ะ (แต่เดี๋ยวก็อาจจะไปอีกแล้วค่ะ)
ไม่ได้อัพบล๊อกเป็นเรื่องเป็นราวมานานมาก นานแค่ไหนไม่รู้ ไม่นับเอนทรี่ที่แล้วนะ ไหนๆก็ค่อยๆหาเรื่องอัพมันซะหน่อยน่าจะดีอ่านะ

แต่ที่เอามาอัพนี้ก็ดูไม่ค่อยจะเป็นเรื่องซะเท่าไหร่ มันเรื่องของตัวเองอ่านะ
ที่หายไปนานก็เพราะงานด้วย ธีสิสด้วย แต่ตอนนี้ลางานไปแล้วล่ะ ขอเอาเรื่องเรียนให้มันรอดก่อนเพราะดราม่ามันเยอะจัด  

มันก็เลยนำมาสู่หัวเรื่องของเอนทรี่นี้อ่านะ

"อยากเป็นครู ไม่อยากเป็นครู"

แต่ก่อนอยากเป็นครู............
(อยากนะ แต่ไม่ได้ตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องเป็นให้ได้ เพราะมันไม่ใช่เป้าหมายหลักจริงๆ ที่อยากเป็นอันดับ 1 ของเราน่ะ)

 
เพราะว่า ถ้าจำไม่ผิดก็เริ่มชอบติวก่อนสอบให้เพื่อนน่าจะสักประมาณประถมได้มั้ง? ประถมก็ไม่เชิงว่าติวหรอก แต่ประมาณหาวิธีว่าจะทำยังไงให้จำได้มากกว่ากับเพื่อนน่ะ
พอมามัธยมก็นะ หลายอย่างได้บีบให้เรามีความผู้นำมากขึ้น ไหนจะรับหน้าที่รองหัวหน้า หรือหัวหน้าห้องก็ตาม ตรงจุดนี้เองทำให้เรามีความกล้ามากขึ้น และชอบที่จะอธิบายสิ่งที่ตัวเองรู้ ได้อ่านมาหรือได้ยินมาให้เพื่อนๆในห้องฟัง ก็เลยชอบหาเรื่องติวให้เพื่นที่มันสนใจฟัง ไม่ว่าจะตัวต่อตัว เป็นกลุ่ม หรือในโทรศัพท์ก็ตาม
จริงๆเราเองก็ไม่ได้เป็นคนเก่งอะไร ไม่เก่งเลยมากกว่า สอบตกก็ตกมาหลายวิชาแล้วน่ะ ฟิสิกส์กับเลขยังเคยได้เกรด 1 เลยน่ะ วิชาอื่นก็พอถูๆไถ แก้เคล็ดขัดยอกไปได้บ้าง แต่ก็นะแม้ว่าจะไม่ได้เก่งอะไรแต่ถ้าวิชาไหนที่เรามันใจว่าเรารู้แล้วเพื่อนเราคนนั้นไม่รู้เค้าอยากให้เราสอนหรือติวให้ก็โอเคเลยล่ะยินดีช่วยแหละ
พอมาป.ตรี ยอมรับว่าเป็นช่วงที่ค่อนข้างมีปัญหาอย่างหนักเรื่องเพื่อนร่วมชั้น เอาเป็นว่ามีเพื่อนจริงๆแค่คนเดียวอ่านะ สนิทกับเค้ามากน่ะคนนี้ เรียกได้ว่าเป็นเพื่อนร่วมสุข ร่วมทุกข์ ณ ขณะนั้นเลยก็ว่าได้....โดยก็โดยด้วยกันน่ะ รายนี้เองก็มีส่วนที่ทำให้เราอยากเป็นครูน่ะ เพราะเวลาจะสอบไม่ว่าจะวิชาอะไรก็ตาม เราจะต้องเตรียมตัวมาก่อนแล้วมานั่งติวให้รายนี้เสมอน่ะ เรียกได้ว่าทำให้เรามีกำลังใจ และมีความกล้าที่ถ่ายทอดออกมา ต้องขอบคุณเพื่อนคนนี้จริงๆ
ไม่ใช่แค่เพื่อน...แต่ครู อาจารย์ที่เราเคารพรักหลายท่านก็เป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจให้เราเช่นกัน ตัวอย่างเช่นครูท่านหนึ่ง ณ ติวเตอร์แห่งหนึ่ง ที่สอนให้เราพยายามชนะใจตัวเอง พยายามชนะอุปสรรค์ของตัวเอง โดยที่มองไปที่ตัวเอง เสริมแรงบวกให้ตัวเอง อย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใคร ให้มองถึงอนาคตข้างหน้า และคนที่กำลังรอคอยความสำเสร็จเรา  (จนเราก็สำเร็จไปอีกขั้นจริงๆแหละ)
ส่วนอาจารย์อีกท่านหนึ่งเป็นอาจารย์ที่สอนนอกคณะประทับใจมาก เค้าไม่เกี่ยงที่จะให้ความรู้กับเด็กนอกคณะเลย แถมมีอะไรก็สามารถปรึกษาได้ แม้แต่ขอยืมอุปกรณ์การเรียนซึ่งเป็นสมบัติส่วนตัวของอาจารย์เป็นเทอม อาจารย์เค้าก็ยินดีอย่างยิ่ง โดยไม่เกี่ยงเลยว่าเราเป็นเด็กนอกสังกัดของเค้า
และอาจารย์ท่านสุดท้ายอดีตที่ปรึกษาเรานี่แหละ ปลึ้มมากตั้งแต่ตอนเรียนกับเค้าปี 1 แกเจียดเวลาให้เด็กโดยที่แกไม่รู้สึกหงุดหงิดหรือลำบากใจอะไรทั้งสิ้น จำได้ว่าครั้งแรกที่เข้าไปปรึกษาแกก็รู้สึกเกร็งๆนิดหน่อย แต่คำแนะนำของแกดีมาก แม้ว่างานของเราเองมันจะห่วยก็เหอะ แต่แกก็อธิบายว่ามันสามารถแก้ปัญหาอะไรได้บ้างจากของเดิม ควรจะทำแบบนี้นะมันจะทำให้งานดีขึ้น ไม่ใช่แต่เพียงแค่เรื่องนี้แม้แต่เรื่องส่วนตัวที่ไปปรึกษากับแก แกไม่เคยเอาไปเมาท์ต่อ อันนี้ชอบมาก นอกจากนี้แกเป็นคนที่ดูนิสัยใจคอของคนเป็น แกบางทีก็ดุนะ (คนอื่นๆใครๆก็ว่าแกดุน่ะ) แต่ไม่รู้สึกว่าอึดอัดหรืออยากจะหนีไปพ้นๆ หรือไม่อยากเรียนกับแก นอกจากนี้แกเป็นคนเดียวที่ไม่มองเรากับเพื่อนเราเป็นขยะสังคมของคณะ ในขณะที่คนอื่นๆเค้ามองเราว่าเป็นอย่างงั้นเหอะ เราเคารพรักอ.แกมากๆน่ะ (แต่ไม่แสดงออก ดูมัน - -") แกเคยเตือนเรื่องนึงกับเราแล้วแต่เราไม่เชื่อ เป็นเพราะตัวเรายังไม่รู้จักตัวเราเองดีล่ะมั้ง ก็เลยต้องมานั่งทนทุกข์ทรมานถึงทุกวันนี้ แต่ก็นะเอาเหอะบทเรียนราคาแพง  (แต่ก็นะถ้าไม่มีบทเรียนมันก็คงไม่รู้)
 (จริงๆก็มีอีกหลายคนแหละ แต่ขอยกแค่ตัวอย่างเฉพาะบางคนก็แล้วกันอ่านะ)
สรุปแล้ว ความเอาใจใส่ การทุ่มเทให้กับลูกศิษย์  นี่คือหัวใจสำคัญของคำว่าครูบาอาจารย์
"ต้องคิดอยู่ในจิตใจขอตนเสมอว่า เราสอนเด็กนะ ไม่ใช่สอนหนังสือ" หนังสือมันไม่มีชีวิต ไม่มีจิตใจ แต่เด็กอ่ะ มีชีวิต มีจิตใจ มีความรู้สึกนะ
เด็กแต่ละคนมันก็มีจริตต่างกันนะเคอะ เข้าใจธรรมชาติเค้าได้ ก็เข้าถึงเค้าได้แน่นอนค่ะ แล้วเค้าจะปลึ้มคุณไปชั่วชีวิตเลยล่ะ (Oh! My idol!!!)







ไม่อยากเป็นครู..............

มันเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ คงเริ่มตอนเรียนโท ล่ะมั้ง...
ก็นะเราเรียนอะไรอยู่ล่ะ เรียนครูนี่หน่า ถามว่าเรานับถือคนที่เรียนจบสาขานี้โดยตรงไหม นับถืออย่างมาก เพราะคำว่า "ครุ" เนี่ยมันแปลว่า "หนัก" คนเป็นครูต้องทำงานหนักจริงๆ แบบไม่อิงนิยายเลยล่ะ ก็คงรู้ๆกันอยู่นะ สำหรับคนที่เป็นครูจริงๆ ว่ามันเป็นยังไง นักเรียนหลายคนก็คงรู้ดีเลยล่ะ


ครั้งแรกกับการที่เรียนครูก็รู้สึกมันหนักนะ เหนื่อยนะ รู้สึกว่าเยอะอ่ะ.....ก็แอบท้อนะในช่วงแรก แต่ไม่ถอย กำลังใจดีไงล่ะ แรกๆก็งี้แหละหนาฟิตเปรี๊ยะ ไฟกำลังลุกโชติช่วงชัชวาลกันเลยทีเดียว แต่พอเรียนไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ มันเริ่มเหี่ยวลงจนถึงขั้นสุดขีดก็เมื่อปีก่อน


เป็นช่วงเวลาที่แบบว่า "บัดซัดจริงๆเลย" ขอใช้คำนี้นะ เราได้เห็นท่านผู้นำทั้งหลาย หยิบยื่นความไม่ยุติธรรมมาให้ การบั่นทอนกำลังใจขั้นเทพต่างๆนานาร้อยเป็นพันเก้าไม่อย่างจะสาธยายมันเยอะ(จนน่ารำคาญ) แถมตกเป็นขี้ปากชาวบ้านอีก ต่อให้เราขยัน หรือทำถูก หรือทำตามกฏอะไรยังไง ถ้าเค้าบอกว่ามันไม่ถูกก็คือไม่ถูกอยู่วันยันค่ำ แล้วคุณก็จะดีเลย์อยู่อย่างนี้ต่อไป เพราะเค้าคือผู้ใหญ่ คุณต้องเชื่อผู้ใหญ่ (เค้าชีว่าไอ้นี่นกเราก็ต้องว่านก ไอ้นี่ไม้ก็ต้องว่าไม้)  บางทีเชื่อเค้าแล้ว เค้างงเอง ลืมเอง เราซวยอีกด้วยนะเออ ก็คนเค้าระดับนั้นแล้วเค้าไม่รับหรอกว่าเค้าผิด เอาเหอะๆ ต่างๆนานา เจอมาตลอดปีกว่าๆจะเข้าปีที่ 2 ทำให้คนที่เคยสุขภาพจิตเคยดีอย่างเรา กลายเป็นคนที่แบบว่า จมอยู่ในภาวะอาการซึมเศร้าได้มานานนับปี รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าจริงๆ ต่อให้อะไรก็แล้วแต่ที่ชอบมากองตรงหน้าก็เหอะ มันก็ยังซึมจ๋อย นั่งร้องไห้ของมันอยู่คนเดียว (มันสามารถนั่งร้องไห้วันละเฉลี่ย 30 นาที เป็นเวลาติดกัน 1 เดือนเต็มๆ โดยไม่มีวินหยุดราชการ ทรมานจริงๆ พอนานเข้านานเข้า เมื่อไม่กี่เดือนก่อนมันก็กลายเป็นโรคปลายประสาทอักเสบขึ้นมาซะงั้น) พูดตรงๆว่าถ้าเป็นคนอื่นๆมันเจอแบบนี้มันก็คงไม่ทนแล้วล่ะ มันคงชิ่งไปแล้ว ซึ่งเราเองก็อยากทำนะ แต่มันทำไม่ได้ ก็เลยต้องทนมันไว้....ณ ปัจจุบันก็ต้องทนต่อไป แล้วก็พยายามฝืนทำในสิ่งที่เรียกได้ว่า มันหมดไฟที่จะทำไปนานแล้ว ให้มันสำเร็จลุล่วงไปได้ ซึ่งมันก็อยากจริงๆนะสำหรับเราตอนนี้ ขนาดแต่อะไรที่เราชอบ หรืออยากจะทำเดี๋ยวนี้มันยังไม่ค่อยมีแรงจะทำเลย แล้วประสาอะไรกับสิ่งที่มันเจอเบื้องหลังมาเยอะล่ะ (อภิมหาความไม่ยุติธรรม)
ดังนั้นสุขภาพจิตสำคัญยิ่งจริงๆ อยากกลับมาจิตแข็งเหมือนแต่ก่อน เพราะมันไม่เฉพาะแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว แต่มันรวมทั้งหมดเลยน่ะ เวลาจิตแย่ๆอะไรๆมันก็แย่ไปหมดเลยอ่านะ ตอนนี้ก็พยายามบำบัดสุขภาพจิตตัวเองขึ้นมาได้บ้างแล้วน่ะ แต่ไม่ถึง 50 เปอร์เซนต์อ่านะ แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลยใช่ไหมล่ะ (ก็พยายามแล้วน่ะ ไม่ใช่ไม่พยายาม สู้แล้วไม่ใช่ไม่สู้ คำนี้ขอเหอะเบื่อ...จริงๆนะ)
ตรงจุดนี้เองโดยบันทอนจิตใจตัวเองมากๆก็เลยคิดว่าเราคงไม่อยากเป็นครูแล้วล่ะ (โดยเฉพาะครูในระบบไม่ว่าจะโรงเรียน หรือมหาลัย หรือสถาบันใดๆก็ตาม) จิตใจแย่อย่างนี้มันคงไม่มีกำลังใจจะไปให้เด็กๆ หรืออนาคตของชาติคนไหนๆหรอก อีกอย่างความมั่นใจในตัวเองมันหมดสิ้นอย่างสิ้นเชิงไปแล้วแหละ ต่อให้อยากที่จะถ่ายทอดให้กับคนๆนั้นก็เหอะนะ ความรู้สึกนั้นมันแบบว่ามีอยู่แต่ ในแง่ของการแสดงออกมันไม่ค่อยอยากแสดงออกมาแล้วล่ะ มันเหนื่อย เราโดนดักหมดแล้วล่ะ ว่ากูผิด อะไรก็ผิดตลอด ก็เลยยึดสุภาษิตนี้ดีกว่านะ "พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง" พูดแล้วโดนดักคอตลอดไม่ก็โดนยิงคำถามชนิดที่ว่าเอาให้กูจนมุมให้ได้ งั้นกูนิ่งๆแกล้งโง่ไว้ดีกว่าปลอดภัยกว่า มันโดนมาบ่อยนะโดยเฉพาะเวลาเรียนในคลาส ในคณะตัวเอง หนักสุดคงช่วงหัวข้อธีสิส โดนดิสเครดิตมาตลอด มันก็เลยหมด หมดอะไรที่จะพูดจริงๆ งั้นชั้นก็จะเป็นผู้ฟังที่ดีดีกว่า ไม่คอมเมนต์อะไรด้วยน่ะ พอนานๆเข้า นานๆเข้าก็เลยกลายเป็นคนที่บกพร่องด้านการถ่ายทอดไปแล้วซะงั้น รู้สึกได้เลย ความกล้าหายไปหมด...เฮ้อ....



เราก็คงไม่เหมาะจริงๆล่ะมั้ง มันเหนื่อยใจชนิดที่แบบว่าไม่รู้จะกู้คืนมายังไงน่ะ ก็คงต้องให้เวลาคอยเยียวยากันต่อไปอ่านะ
อีกอย่างเราในสภาพแบบนี้ เรารู้ตัวเราดีว่า เราไม่เพอร์เฟคพอ และไม่พร้อมที่จะให้คำปรึกษา หรือถ่ายทอดอะไรๆแก่ใคร พูดสั้นๆง่ายๆว่าตัวเองยังเอาตัวไม่รอดเลย แล้วกะคนอื่นซึ่งจริตแต่ละคนเราก็ไม่รู้เนี่ย เราจะเอารอดไหม 


ซึ่งสรุปแล้วเราไม่อยากเป็นปัญหาให้ใคร ถ้ามันทำแล้วมันเดือดร้อนคนอื่นก็อย่าไปเป็นมันซะดีกว่า เหมือนอย่างที่เราเป็นอยู่....จริงๆมันก็ไม่ได้มีแค่เราหรอกที่ประสบเรื่องพรรค์นี้ คนอื่นก็ดวย แต่ระดับความเข้มข้นมันแตกต่างกัน ทางนี้ค่อนข้างข้นมากหน่อยน่ะ  คงเป็นเพราะเค้าหมายหัวเอาไว้ตั้งแต่ตอนเข้ามาแล้วว่า ของอีนี่ต้องให้เกณฑ์พิเศษกว่าคนอื่น สินะ เพราะว่าไอ้นั่น....เฮ้อย้อนเวลากลับไปได้อย่าได้มันซะดีกว่าถ้ามันทำให้เราเดือดร้อนซะขนาดนี้ อีกอย่างเป็นคนที่เซนซิทีฟกับเรื่องความยุติธรรมเสียด้วย ถ้ามันหลายไม่ยุติธรรมเอามากๆ มันก็จะประสาทแดกน่ะ คือไม่เข้าใจว่าทำไมคนอื่นมันทำแบบนี้ได้ แล้วเราทำไม่ได้ล่ะคุณมีเหตุผลอะไร ถามเหตุผลแล้วคุณตอบไม่ได้ เอาเหตุผลข้างๆคูๆมาตอบอีกมันไม่ได้อ่ะ คนเป็นครูมันต้องยุติธรรมดิ จริงไหม
สรุปแล้วตอนนี้ไม่อยากเป็นอย่างจริงๆจังๆ เหมือนดั่งฝันที่เคยวาดไว้ มันพังทลายไปแล้วล่ะ....บุคลิกชั้น นิสัยบางอย่าง เพียงไม่กี่ปีมันเปลี่ยนไปเยอะน่ะ จากคนที่กล้า กลายเป็นคนไม่กล้า เก็บเนื้อเก็บตัว ไม่ค่อยอะไรกับใคร จากที่ใจเย็น ก็ใจร้อนขี้หงุดหงิดขึ้นมาซะงั้นและหลายๆอย่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราเองก็เศร้าใจยิ่งนัก แต่ยังไงก็จะพยายามเยียวยาตัวเองให้มันสุขภาพจิตดีขึ้นมากกว่านี้นะ รวมถึงสุขภาพกายด้วย ยอมรับว่าเครียดจนมันลงไปกับร่างกายหมดแล้ว จากที่ไม่เคยเหนื่อยง่ายก็เหนื่อยง่าย ป่วยบ่อย บางทีสัปดาห์เว้นสัปดาห์ได้น่ะนะ  ก็รู้สึกผิดนะ ผิดมากๆด้วยที่ไปหาที่ปรึกษาได้ไม่กี่วันแล้วก็หายหน้าไปเป็นอาทิตย์ถึงจะโผล่ไปที มันเลยทำให้อะไรหลายๆอย่างดีเลย์ด้วย เค้าคงมองว่าเราขี้เกียจไม่ขยันไปแล้วล่ะ เอาเหอะช่างจะมองอะไรก็มองไปเหอะ เพราะปัจจุบันนี้ก็เหมือนไม่มีตัวตนในคณะนี้แล้วล่ะนะ บางทีทักเค้ายังทำเป็นมองไม่เห็นเลย เอาเหอะชั้นไม่ได้มีประโยชน์อะไรสำหรับพวกคุณนี่นะ พวกคุณก็เลยพร้อมที่จะเขี่ยดิชั้นได้เสมอน่ะ เหมือนบุคคลที่ถูกลืมไปโดยปริยาย ขนาดชั้นอยู่ปีไหนบางคนยังจำชั้นไม่ได้เลย แม้แต่ชื่อ เอาเหอะ ช่างมันเหอะ แม่พิมพ์ของชาติ
เจอแม่พิมพ์ของชาติแต่ละคนสุด ทำให้ชั้นไม่อยากที่จะเป็นแม่พิมพ์ของชาติแบบนี้ว่ะ ถ้าเป็นแบบนี้อย่าเป็นเลยดีกว่านะ จริงๆนะ ทรมานจริงใจเยาวชนของชาติว่ะ เดี๋ยวมันเกิดคิดสั้นหรือทำอะไรบ้าๆมันจะซวยเอาน่ะ (ชั้นคนนึงก็เกือบคิดสั้นไปหลายรอบละ)
แต่ยังไงก็นะ ก็จะพยายามทนมันต่อไปอีกสักหน่อยละกัน ถือว่าเป็นอึดสุดท้ายที่เราจะทนอ่านะ ถ้าหลังจากนี้แล้วมันไม่ไหวจริงๆก็คงต้องปล่อยแล้วล่ะ....มันก็ไม่ไหวจริงๆแล้วล่ะ เพราะถ้ายอมแพ้ซะตั้งแต่ตอนนี้ ก็คงโดนประณามอีกว่าไอ้ขี้แพ้
จากข้างบนนี้มันเป็นแง่ในมุมของเรา บวกกับประสบการณ์ตรงของเราอ่านะ ก็แค่อยากแชร์เล่าสู่กันฟัง บางทีอะไรที่เราอยากมันก็อาจจะกลายเป็นไม่อยากไปอีกเลยก็ได้ หรือหนักกว่านั้น อะไรที่ชอบมากๆถ้าเจอปัจจัยหลายๆอย่างที่ทำให้มันเกลียด มันก็สามารถเกลียดได้เช่นกันน่ะ
ก็เท่านี้ล่ะสำหรับเอนทรี่นี้  ขอบคุณค่ะที่อ่าน
ปล.อาจจะซีเรียสไปหนน่อยนะสำหรับเอนทรี่นี้ เอนที่หน้ารับรอง(ไร้)สาระแน่!
ปล2. อาจจะมีพิมพ์ตกๆหล่อนๆ พิมพ์ผิดไปไม่มากก็น้อยนะคะ ยังไงก็ขออภัยด้วยนะคะ และขออภัยด้วยที่ไม่ได้ปรู๊พค่ะ

Comment

Comment:

Tweet

พี่อ่านเทียบดูระหว่างหัวข้อที่โอ๊ตบอกว่า อยากเป็นครู ที่พูดถึงครูอาจารย์ที่ดี คอยให้กำลังใจและคำแนะนำต่างๆ
แล้วก็หัวข้อ ไม่อยากเป็นครู ที่พูดถึงปัญหา แรงกดดัน ความอิจฉาริศยาจากคนอื่น
แล้วมานึกๆดู พี่คงไม่รู้หรอกนะว่าโอ๊ตเจออะไรมาบ้าง เพราะพี่ไม่ได้เจอโอ๊ตเป็นปีแล้ว แต่คงบอกได้ว่า
"ครูอาจารย์ที่โอ๊ตพูดถึงในหัวข้อ อยากเป็นครู ก็คงเจอปัญหาในหัวข้อ ไม่อยากเป็นครู แล้วต่อสู้ฝ่าฟันมาได้ ถึงมาเป็นครูที่โอ๊ตชื่นชมได้"

ปล. คิดถึงมากเลย ทั้งไอสา โอ๊ต จุ่ยโกะ ต่าย ปั๊บ ฯลฯ ไม่ได้เจอกันมาปีกว่าได้ละมั๊ง อยากเจอบ้างจัง

#7 By Tarurotte' on 2011-12-06 10:22

พี่โอ๊ตตตตตตตต /กอดดดดดดดดดดดดดด

ริก็คงพิมพ์อะไรมากไม่ได้... ให้คำแนะนำก็ไม่ได้/ทรุด
เอาเป็นว่า... สู้ๆนะ >< /ง่ายมาก...
ถ้าผ่านไปได้ก็จะได้เจอเด็กแล้วน้าาาา

ย้ากก กับบัตเต๊ะ cry

#6 By NARIzter on 2011-12-05 00:22

เราดีใจนะที่เธอเขียนออกมา surprised smile อย่างน้อยก็ได้ระบายดีกว่าอัดอั้นไว้ข้างใน

เราเชื่อว่าผู้ใหญ่ยังงี้มีเยอะ เรารู้สึกแย่แทนที่เจ๊ต้องเจอพวกเขา angry smile ถ้ามีอะไรให้ช่วยบอกได้นะ ชั้นยินดีช่วยตามกำลังความสามารถ

สิ่งที่เราอยากจะเป็น ถ้าเจ๊เหนื่อยลองห่างๆมันมาก่อน ไปทำอะไรอย่างอื่นก่อน ถ้าเป็นสิ่งที่เราอยากทำ อยากจะเป็น ต้องชะตาได้ทำจริงๆ มันจะมาหาเราเอง ดูอย่างชั้นสิ เวลาที่หายไป 7 ปีไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งที่ชั้นเรียนตอนนี้เลย แต่ชั้นอยากจะเป็นมันเลยต้องย้อนกลับมาอีกครั้ง และไม่รู้ด้วยว่าจะได้เป็น หรือว่าต้องกลับไปทำอย่างเดิม ไม่รู้อะไรเลย เคว้งคว้างเหมือนกัน

ลองห่างๆมาก่อน ขี้ปากชาวบ้านปล่อยมันไว้ หมื่นคนหามล้านคนโห่ไม่เท่าเสียงจากตัวเราคนเดียว
เราเคยได้ยินครูที่สอนมาเล่าเหมือนกันค่ะ ว่าที่มาเป็นครูก็เพราะประทับใจในครูผู้สอนของท่าน
(ส่วนเรา เป็นครูเพราะทั้งประทับใจและไม่ประทับใจครูค่ะ เลยคิดว่าถ้าได้เป็นครูอยากจะลองสอนยังไง เราเองตอนเรียนนี่โง่บรมค่ะ ^^" เลยอยากหาวิธีสอน นร.เพื่อไม่ให้โง่เหมือนเรา 555+)

ว่าแต่เรียนโทกับเพื่อนร่วมคลาสเป็นผู้ใหญ่รึเปล่าคะ? น่าแปลกนะ เพราะผู้ใหญ่ตามปกติแล้วน่าจะโอบอ้อมอารีมีความเอ็นดูให้ผู้น้อยนะคะ(เท่าที่เคยเจอมา)

ไอ้นั่นที่ว่านี่... ก.1 สินะคะ...? เราก็ไม่รู้ว่าบางคนเค้าจะอะไรกันนักหนากับคนที่ได้ ก.1 ??? ทำอย่างกับว่าชีวิตนี้จะทำผิดไม่ได้เลย จะต้องเพอร์เฟคและมีมาตรฐานสูงส่ง(เท่าที่จะจินตนาการได้) คอยย้ำ(อย่างเหยียดๆ)อยู่นั่น และแน่นอนว่าถ้าทำอะไรพลาดนิดนึงก็พร้อมจะเหยียบซ้ำจนเราจมไปถึงแก่นโลกเลยทีเดียว...

น่าเสียดายนะคะที่สภาพแวดล้อมแย่ๆมาบั่นทอนกำลังใจของคนที่ตั้งใจจะเป็นครูได้แบบนี้...;_; แต่เท่าที่ดูโอ้ตจังก็ยังอยากเป็นครู อยากสอนเด็กๆจริงๆใช่ไหมคะ เรื่องผู้ใหญ่ปากมอมบางท่านเราต้องทำหูซ้ายทะลุหูขวาค่ะ ถ้าใครมาพูดอะไรให้เรารู้สึกแย่โดยที่เราก็ทำหน้าที่ของเราดี่ที่สุดแล้ว ก็ไม่ต้องไปสนใจนะคะ เราถึงจะอยู่ได้ค่ะเพราะโลกเรามันก็มีแต่เรื่องแบบนี้ ;_;"

สุดท้ายนี้โอ้ตจังสู้ๆ มีเพื่อนๆคอยเป็นกำลังใจให้นะคะconfused smile

#4 By SAKUra*ลาเต้* on 2011-12-04 11:10

ไม่ได้คุยกับพี่นานเลยcry

ได้ระบาย ๆ ออกมาบ้างก็ดีครับผม (ยังไงมันก็บล็อคเรา ความคิดความเห็นส่วนตัวในแง่มุมของเรา เต็มที่!!!)

สมัยก่อนผมก็เคยอยากเป็นครูนะ แต่ด้วยประสบการณ์ส่วนตัวเช่นกัน ก็เลยเลิก

ผมเชื่อว่าพี่พยายามที่สุดแล้ว และถึงหลาย ๆ ครั้งคนรอบข้าง (โดยเฉพาะท่านผู้สูงส่งในคณะทั้งหลาย) มักจะึดึงพี่ลง แต่นั่นก็คือระบบเก่า ๆ ที่ค้างคามาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ (แรงไปไหมเนี่ย...)
หากคนเหล่านี้ลง ๆ (จม ๆ ?) ไปได้บ้างแล้ว คนใหม่ ๆ มีประสิทธิภาพที่เห็นแก่เด็กจริง ๆ ก็คงจะทำให้สภาพแวดล้อมในการทำอาชีพครูดีขึ้นครับ ผมคิดว่าแบบนั้นนะ...sad smile (แต่ถ้าคนรุ่นใหม่คิดว่า "ตูเคยโดนแบบนี้ ตูต้องเอาคืนกับเด็กรุ่นต่อไป" ก็คงไม่จบไม่สิ้น... )

เป็นกำลังใจให้นะครับผม หากเจอผมก็ทักได้นะ ยินดีรับฟังตลอดครับผม (จะไม่บอกว่าสู้ ๆ หรือพยายามเข้านะ เพราะผมเชื่อว่าพี่ก็ทำเต็มที่อยู่แล้วbig smile )

ปล. หากไม่พอใจเม้นท์ก็ลบได้เลยนะครับ ไม่ต้องเกรงใจกระผมsurprised smile
ยังไงก็ขอเป็นกำลังใจให้นะคะ ขอให้เจ้าของบล็อกผ่านพ้นช่วงเวลาตึงเครียดนี้ไปให้ได้นะคะ

จริงๆเเล้วส่วนตัวก็อยากเป็นครูนะคะ เเต่พออ่านเรื่องของเจ้าของบล็อกจบก็เเอบรู้สึกเหนื่อย ถ้าเหนื่อยเพราะเด็กมันไม่ไม่ได้เท่าไหร่ เเต่ต้องมาเหนื่อยเพราะผู้ใหญ่นี้สิ ลำบากใจเเย่...

สู้ๆค่ะ!!double wink

#2 By Hisaina on 2011-12-04 06:37

อ่านยากจัง

เว้นวรรค เว้นบรรทัดให้บ้างก็ดีนะครับ sad smile

ผมว่าลองถามตัวเองให้ชัดเจนก็ดีครับ

อาจจะอาสาไปเป็นครูอาสากับมูลนิธิกระจกเงาดูก่อน ในช่วงเวลาว่าง เผื่อจะได้รู้ว่าตัวเองรู้สึกไง big smile

#1 By indyontour on 2011-12-04 01:57